[Fic] All for you : 21

posted on 14 Jun 2016 18:29 by have-a-khunday in FanFiction

Fan Fiction (BOY LOVE)

Title : All for you

Paring : Khun x Woo

Type : Romantic Comedy

Rate : PG 13

 

 

Warning   ฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ชายรักชาย หากรับไม่ได้กรุณปิดหน้าต่างไปได้เลยค่ะ  และเป็นฟิคที่แต่งจากจินตนาการ มิใช่เรื่องจริง อาจมีชื่อตัวละครพ้อง/เหมือนกับศิลปินคนหนึ่งคนใด แต่มิได้มีเจตนาทำร้าย หรือสร้างความเสียหายให้แก่ศิลปินแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
 
 
 
 
 
 
 
Chapter 21
 
 
 
 
 
 
 

บ้านพักผู้พัน ยามเช้า

 

ควอนยืนมองเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก แม้เมื่อคืนจะนอนหลับหากแต่ดวงตายังคงแห้งผากไม่สดใสดังเคย ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนเข้ามาในหัวอีกไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่ ไม่เข้าใจตัวเองที่ดื่มเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้านั่นเหมือนกัน นี่ถ้าไม่มีคนมาช่วยไว้ตัวเขาเองจะมีสภาพยังไงนั้น ไม่อยากจะคิดเลย พอนึกมาถึงตรงนี้ความรู้สึกกลัวก็เข้าเกาะกุมหัวใจอีกครั้งแม้จะไม่มากนัก เพราะเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว เขาปลอดภัยดีแล้วตอนนี้ ความกลัวค่อยๆจางหายไปช้าเช่นเคย ใบหน้าที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีทองค่อยๆซ้อนทับภาพสะท้อนของเขาในกระจก คู่ปรับตลอดกาลที่เข้ามาช่วยเขาไว้ได้ทันท่วงที ช่วยโดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ คิดแล้วก็ให้ประหลาดใจ จะพูดไปหากเขาขอให้ช่วยแล้วเจ้าตัวไม่ช่วยเขาคงไม่แปลกใจเท่านี้ ควอนหลับตาลงช้าก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ  เมื่อกายพร้อมใจพร้อม ชายหนุ่มก็หันหลังเดินออกจากห้องไปพบเจ้าของบ้าน

 

ตาจิกกวาดมองไปทั่วชั้น ก่อนจะหยุดที่ห้องข้างๆที่ประตูปิดอยู่ เสียงดังจากชั้นล่างเป็นสัญญาณว่ามีคนอยู่ข้างล่างแล้ว ควอนก้าวเท้าเดินลงไป เห็นร่างหนาของผู้พันหนุ่มนั่งหันหลังให้เขาอยู่ที่หัวโต๊ะทานข้าว ในมือผู้พันหนุ่มมีหนังสือพิมพ์ ชานซองกำลังนำอาหารเช้ามาวางที่โต๊ะ

 

...ตึก...ตึก....

 

เสียงคนเดินลงบันไดทำให้ควอนตวัดหน้าขึ้นมอง

 

 

“...”

 

“...” อูยองประสานสายตากับควอนนิ่ง หากขายังคงก้าวลงบันไดอย่างต่อเนื่อง

 

“...” ควอนเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน แม้จะซ้อมพูดในหัวมา 2-3 ครั้งแล้วตั้งแต่ตื่น หากเมื่อเผชิญหน้ากันจริงๆ เขาก็พูดไม่ออก

 

“...” อูยองเดินผ่านควอนไปโดยไม่พูดอะไร

 

“...” ควอนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่หัวบันได ตอนนี้ในหัวมีหลายเรื่องแทรกเข้ามา ไหนจะเรื่องที่ต้องพูดกับอูยอง ไหนจะเรื่องที่ทำไมอูยองลงมาจากชั้นบนได้ อูยองพักที่นี่กับผู้พันอย่างนั้นหรือ ขนาดชานซองยังพักเรือนเล็กอีกหลังนึงเลย แล้ว...ในเมื่อชั้นบนมีเพียง 2 ห้องนอนเท่านั้น ห้องนึงเขานอน อีกห้องก็ต้องเป็นห้องผู้พันสิ!

 

“ให้กูช่วยยกอะไรมั้ยวะ” อูยองเอ่ยถามชานซอง

 

“ไม่ต้องว่ะ เสร็จพอดี อ้าว!! ควอน ตื่นแล้วหรอ มานั่งสิ” ชานซองเอ่ยทักเมื่อเงยหน้าเห็นควอนยืนนิ่งที่หัวบันได

 

“เป็นไงบ้าง รู้สึกปกติมั้ย ดีขึ้นมั้ย” ผู้พันหนุ่มวางหนังสือพิมพ์แล้วหันมาถามเด็กหนุ่ม

 

ควอนยืนนิ่งอยู่ครู่นึงก่อนจะตอบ “ป...ปกติดีแล้วครับ”

 

“งั้นก็มากินข้าวด้วยกันสิ มานั่งมา” ผู้พันหนุ่มเอ่ยชวนอีกครั้ง

 

ควอนค่อยๆเดินไปร่วมโต๊ะด้วยความคิดที่สับสนอยู่ในหัว

 

“ทำไมลงมาช้า ขนาดให้อาบน้ำก่อนแล้วนะ” นิชคุณเอ่ยถามอูยอง

 

“ก็ผมต้องเลือกชุดที่จะใส่ด้วยนี่นา ใครจะเหมือนผู้พันที่มีอยู่ชุดเดียว”

 

“ชุดเดียวนี่แหละดี ไม่ต้องเสียเวลาคิด”

 

“สิ้นคิดล่ะไม่ว่า”

 

“ควอน มึงกินได้มั้ยวะ กูไม่รู้มึงชอบอะไร” ชานซองเอ่ยถามเมื่อเห็นควอนก้มหน้ามองอาหารตรงหน้านิ่ง ไม่พูดไม่จา

 

ควอนกระพริบตาเรียกสติ เมื่อครู่มัวแต่จมดิ่งกับคำพูดของนิชคุณกับอูยอง ที่บอกว่าทั้งคู่สนิทสนมกันมากขนาดที่อูยองแซวนิชคุณได้ และอาจจะสนิทกันถึงขนาดนอนห้องเดียวกันเลยทีเดียว “กูกินง่าย แค่ดีใจที่มีคนทำอาหารให้กินบ้าง ปกติกูเป็นคนทำไง”

 

“มีคนทำให้แต่ถูกปากมั้ยไม่รู้นะมึง ฝีมือกูไม่เทพว่ะ” ชานซองตอบยิ้มๆ

 

ควอนยิ้มให้ชานซองก่อนจะหันไปหาผู้พันหนุ่ม “ผู้พันครับ ขอบคุณมากนะครับ เรื่องเมื่อคืน”

 

ควอนเว้นจังหวะนิดเดียวก่อนจะหันไปสบตาอูยอง “ขอบใจมึงด้วย ไม่ได้มึง...กู....คงแย่” แม้ในใจจะรู้สึกขอบคุณมากอยู่ หากอะไรบางอย่างในใจทำให้คำพูดที่ซ้อมไว้ไหลออกมาอย่างกะท่อนกะแท่น ไม่คล่องแคล่วดังที่ซ้อมไว้

 

“...” อูยองพยักหน้าน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร เขาเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้คนทิฐิเยอะอย่างควอนพูดอะไรแบบนี้

 

“ชานซอง มึงก็ด้วย ขอบใจนะเว้ย” ควอนหันมาบอกคนข้างๆ

 

“เพื่อนกันทั้งนั้น ก็ต้องช่วยกันสิวะ” ชานซองรีบบอก อยากให้เพื่อนทั้งคู่ดีกันเสียที

 

ควอนยิ้มบางๆ ก่อนจะบอกจากใจ “ขอบคุณทุกคนมากครับ” ตอนสุดท้ายตาจิกมองสบตาเรียวอีกครั้ง

 

ตาเรียวมองตอบ ไม่คิดหลบ เขาคิดว่าเขาเข้าใจความหมายที่ควอนส่งมา จึงมองตอบอย่างเป็นมิตรกลับไป

 

นิชคุณเฝ้าสังเกตุเด็กหนุ่มทั้งคู่อยู่เงียบๆ ให้คนทิฐิเยอะ ท่ามากทั้งคู่เปิดใจเข้าหากันเอง ผู้พันหนุ่มยกยิ้มบางๆเมื่อไม่เห็นสายฟ้าในสายตาของทั้งคู่ ศึกที่มีมายาวนานคงถึงเวลาสงบศึกเสียที

 

 

.........

 

 

ร้านอาหารอิตาลี เกาะเจจู

 

 

“หลานรัก!” นายพลจางเรียกเสียงกระด้าง สายตาคมกร้าวมองจ้องมาทางอูยองอย่างไม่พอใจ คนอย่างเขาไม่ได้มีเวลามากนักที่จะวิ่งไปวิ่งมาระหว่างเจจูกับโซล นี่เขาก็เอาใจอูยองมากแล้ว อย่าให้มันเกินไปนักเลย

 

“...” อูยองยังคงทำเมินเหมือนไม่เห็นสายตาดุของผู้เป็นลุง เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ใส่ใจผู้เป็นลุง เมื่อนึกถึงบทสนทนาของเขากับนิชคุณเมื่อวาน

 

“ลุงจางขอซื้อหุ้นผมแค่ 10% เอง ผมขายไปแล้วยังเหลือ 30% ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดนะผู้พัน”

 

“ฉันไม่คิดว่าคนใจใหญ่อย่างนายพลจางจะหวังแค่หุ้น 10% เท่าที่ฉันสืบรู้มา ตอนนี้นายพลจางได้เจรจาขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นคนอื่นด้วย คนละ 5-10% ถ้าได้ครบเขาจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทันที ตอนนี้ผู้ถือหุ้นบางคนเริ่มแบ่งขายให้เขาแล้ว”

 

“ลุงจาง...จะฮุบห้างของพ่อแม่ผมหรอ เลวมาก!

 

“หลานเซ็นต์เอกสารนี่เสียก่อนที่ความอดทนของลุงจะหมด” นายพลจางบอกเสียงเครียด เขาคุยเรื่องนี้มาหลายรอบแล้วอูยองไม่ยอมเซ็นต์ขายหุ้นให้เขาเสียที ก่อนหน้านี้อูยองค่อนข้างพูดง่าย เซ็นต์ให้ง่ายๆเพื่อไม่ต้องเห็นหน้าเขา แต่หลังจากอูยองมาฝึกทหารที่เจจู อูยองพูดยากอ่านยากขึ้นเยอะ แม้กระทั่งเรื่องเบิกจ่ายรายเดือนก็ยากขึ้น ถ้าเป็นเรื่องอื่นแทบไม่ยอมเซ็นต์เลย เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะมีคนเป่าหูอยู่เบื้องหลังซึ่งก็หนีไม่พ้นผู้พันหนุ่ม! ครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญเขาต้องการให้อูยองขายหุ้นให้เขา แต่อูยองก็ไม่ยอมเสียที ในเมื่อใช้ไม่อ่อนไม่ได้ผล เขาคงต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้ว!

 

อูยองยกยิ้มเยาะให้กับคนตรงหน้า เขาไม่ชอบคำพูดข่มขู่นั่นเลยสักนิด จะมาขอซื้อหุ้นเขาแท้ๆยังมีหน้ามาเสียงดังใส่เขาอีก ไม่มากไปหน่อยหรอ! คนอย่างอูยองยอมให้เสียงดังได้ง่ายๆหรือไง อูยองมองหน้าลุงจาง มือกำแน่น “ผมก็ไม่ได้มีความอดทนมากนัก ผมจะบอกครั้งสุดท้ายว่าผมไม่ขาย!”

 

“แค่ 10% ไม่ได้มากมายอะไร! ทำไมต้องทำให้เรื่องยุ่งยาก!” นายพลสูงวัยเสียงดังใส่อย่างเหลืออด

 

“หุ้นเดียวก็ไม่ขาย!!” อูยองสวนกลับแบบไม่ต้องคิดด้วยความโมโห

 

“อูยอง!” นายพลจางเรียกเสียงเครียด เขาไม่เคยโกรธอะไรเท่านี้! คนอย่างเขายอมให้เด็กเมื่อวานซืนมาเสียงดังใส่ได้หรือ

 

“ผมไม่ขาย!” เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนประสานตากับคนสูงวัยอย่างไม่สะทกสะท้าน ตาเรียวมีแววท้าทาย เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร เด็กหนุ่มจึงหันเดินออกจากร้าน

 

 

...พรึ่บ....

 

บอดี้การ์ดนายพลจางเดินมายืนขวางหน้าอูยองในระยะประชิด ทำเอาเด็กหนุ่มต้องถอยเท้าหลบไปข้างหลังหนึ่งก้าว

 

 

“เฮ้! นี่หลานรักของฉันนะ พวกแกระวังหน่อย ถ้าพลาดไปทำหลานฉันเลือดตกยางออกจะทำยังไง ระวังตัวด้วยนะหลานรัก ลุงเป็นห่วง” นายพลจางยกมือห้ามพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังยังไงก็ไม่รู้สึกถึงความเป็นห่วงสักนิด

 

อูยองเบือนหน้ากลับมามองผู้เป็นลุงด้วยสายตาโกรธจัด “ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ผม...ไม่ใช่เด็กอีกแล้ว!!”

 

นายพลจางมองสบตาเรียวด้วยความโกรธจัด ทำไมเขาจะอ่านสายตาอูยองไม่ออก คิดว่ามีผู้พันหนุนหลังแล้วจะปีกกล้าขาแข็งขนาดสู้กับคนอย่างเขาได้อย่างนั้นหรือ เขาคงต้องให้บทเรียนหนักๆเสียหน่อย!

 

อูยองเห็นความกราดเกรี้ยวในดวงตาของลุงจางที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก แสดงว่าคราวนี้คงสุดจะกลั้นเสียแล้ว เผยธาตุแท้ออกมาบ้างก็ดี เขาเบื่อหน้ากากลุงใจดีรักหลานจอมลวงโลกคนนั้นเต็มทน เด็กหนุ่มเชิดใส่สายตาโกรธจัดอย่างไม่แคร์ ก่อนจะพลิกตัวเดินออกไปอย่างถือดี

 

 

.....................

 

 

บ้านพักผู้พันนิกคุน กลางดึก

 

 

อูยองนั่งอยู่หน้าทีวี แต่สมองไม่ได้รับรู้ถึงรายการในทีวีเลยสักนิด สมองกำลังเป็นห่วงผู้พันหนุ่มที่จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับ นึกโมโหคนดื้อรั้นที่ไม่ยอมพกมือถือ ใช้แต่วิทยุสื่อสาร ซึ่งถ้าเขาอยากติดต่อนิชคุณคงต้องไหว้วานผู้กองให้ช่วยวิทยุไปหา เด็กหนุ่มมองนาฬิกาแล้วได้แต่ถอนหายใจอย่างเป็นห่วง เมื่อหัวค่ำนิชคุณวิทยุผ่านหน่วยแพทย์ให้มาแจ้งเขาว่านิชคุณบังเอิญพบรถพี่มินจีจอดเสียอยู่ข้างทางเลยจะแวะไปส่งแล้วคงกลับดึก เชื่อได้เลยว่าพี่มินจีจงใจทำให้รถเสีย แล้วพี่มินจีก็จงใจไปปรากฎตัวให้นิชคุณเห็นด้วย เขารู้จักผู้หญิงอย่างพี่มินจีดีว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ นึกแล้วก็ยิ่งโมโหและที่แย่สุดคือป่านนี้นิชคุณก็ยังไม่กลับ ไม่รู้จะเป็นสุภาพบุรุษอะไรกันนักหนา คิ้วเรียวขมวดยุ่งอย่างกังวลใจ นึกเกลียดพ่อลูกคู่นี้สุดกำลังทีเดียว

 

เวลาล่วงไปเกือบเที่ยงคืนก็ยังไม่มีวี่แววว่านิชคุณจะกลับมา

 

 

.....กริ๊ง......

 

โทรศัพท์บ้านพักนิชคุณดังขึ้นกลางความเงียบ

 

 

“ครับ บ้านพักผู้พันนิกคุนครับ” อูยองถลาไปรับอย่างว่องไว

 

“หลานรักเหรอ ลุงจางเองนะ ผู้พันกับมินจีประสบอุบัติเหตุสาหัส ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล...”

 

“ห๊า!!” อูยองร้องอย่างตกใจ คำว่า-อุบัติเหตุ-สาหัส-โรงพยาบาล- ทำเอาขาแข้งอ่อนยวบ

 

“ใจเย็นๆหลาน ถึงมือหมอแล้วไม่ต้องห่วง”

 

“โรงพยาบาลอะไรเดี๋ยวผมจะไปเดี๋ยวนี้”

 

“ลุงกำลังให้รถไปรับ หลานออกมารอที่หน้าค่ายทหารได้มั้ย จะได้ไม่เสียเวลา”

 

“ครับ ผมจะออกไปเดี๋ยวนี้เลยครับ” อูยองวางสายแล้วรีบคว้าเสื้อหนาว มือถือและกระเป๋าเงิน ลงไปข้างล่าง แล้วก็นึกขึ้นได้เด็กหนุ่มจึงวิ่งไปเรือนหลังเล็กเพื่อบอกชานซอง

 

“ชานโว้ย!” อูยองตะโกนอยู่หน้าประตู

 

เสียงกุกกักดังมาจากข้างในก่อนจะมีเสียงตะโกนออกมา “ว่าไง”

 

ไม่รอให้ชานซองออกมาเปิดประตู เด็กหนุ่มเดินไปหาจักรยานที่จอดอยู่ข้างเรือนหลังใหญ่ ปากตะโกนบอก “ลุงจางเพิ่งโทรมาหากู บอกว่าผู้พันกับพี่มินจีเกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้อยู่โรงพยาบาล ลุงจางให้รถมารับกูแล้ว กูไปก่อนนะ มึงค่อยตามไปแล้วกัน”

 

“มึงหมายถึง นายพลจาง?” ชานซองถามเมื่อเห็นแผ่นหลังเพื่อนที่ปั่นจักรยานออกไป

 

“เออ! กูไปละ!” อูยองตะโกนตอบ โดยไม่หันหลังกลับมามอง ตอนนี้เขาใจร้อนไปอยู่ที่โรงพยาบาลแล้ว ห่วงนิชคุณเหลือเกิน

 

ชานซองยืนขยี้ตา สมองกำลังประมวลผลว่าที่ได้ยินมาทั้งหมดคืออะไร เนื่องจากเพิ่งตื่นนอนสมองเลยประมวลผลช้าไปบ้าง พอสติมาครบถ้วนชายหนุ่มก็รีบคว้าจักรยานปั่นตามอูยองไปหน้าค่ายเช่นกัน แต่เขามาถึงช้าเกินไป เห็นเพียงเด็กหนุ่มผมทองขึ้นรถตู้สีดำจากไปเสียก่อน ชานซองจึงเดินไปที่ป้อมยามหน้าค่ายก่อนจะขอยืมวิทยุสื่อสารเพื่อติดต่อผู้พันและผู้กอง

 

ทันทีที่อูยองขึ้นรถไปก็พบว่ามีชายแปลกหน้าในรถถึง 3 คน ไม่ทันได้เอ่ยถามอะไร ชายคนนึงก็นำผ้าผืนนึงมาปิดจมูกอูยองเสียก่อน เด็กหนุ่มดิ้นรนแต่ก็ถูกชายที่เหลือจับแขนขาไว้มั่นจนดิ้นไม่หลุด ดิ้นไปได้ไม่นานสติที่มีก็เริ่มเบาบาง เรี่ยวแรงเริ่มหดหาย ก่อนจะสลบไปแบบนั้น

 

 

...............

 

 

ห้องทำงานผู้พันนิกคุน เวลาตี 1

 

 

“ขอกล้องวงจรปิดบนถนนทั่วเจจูด้วยว่ารถไปทางไหน ด่วน!” นิชคุณบอกเสียงเครียดหลังจากฟังชานซองเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดอีกครั้ง

 

“จากทะเบียนรถตู้ เจ้าของไม่มีประวัติอาชญกรรมครับ” ผู้กองแทคยอนรายงาน ตาเหลือบมองผู้พันหนุ่มที่ยืนหน้าเครียดขึง ย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้

 

ทันทีที่แทคยอนได้รับวิทยุสื่อสารจากชานซอง เขาก็รีบติดต่อนิชคุณผ่านวิทยุสื่อสารแต่กลับติดต่อไม่ได้ แทคยอนจึงติดต่อแจบอมและจุนโฮ โดยพวกเขาได้แยกกันเป็นกลุ่มขับรถออกตามหา จำได้ว่าเมื่อหัวค่ำนิชคุณวิทยุมาที่หน่วยแพทย์ว่าพบรถมินจีเสียอยู่ริมทะเล แทคยอนและแจบอมจึงแยกกันค้นหาจนทั่วบริเวณ ในที่สุดแจบอมก็พบรถนิชคุณยางแตกระหว่างทางจึงได้พานิชคุณกลับมา ระหว่างทางก็เล่าให้นิชคุณฟังเรื่องอูยอง นิชคุณจึงกลับมาที่กรมยุทธ์พร้อมพวกเขา  

 

“แปลกนะลุงหมอ ปกติผู้พันพกวิทยุสื่อสารตลอด ขับรถเข้าป่าเข้าดงไม่เคยหล่น ทำไมคราวนี้ถึงได้หล่นไประหว่างทางโดยไม่ทราบสาเหตุ แปลกมาก” จุนโฮถามแจบอมอย่างสงสัย

 

“กูว่าผู้พันเองก็สงสัย ไม่อย่างนั้นไม่ให้คนไปตามหา แล้วให้เก็บมาพิสูจน์รอยนิ้วมือหรอก” แจบอมกระซิบตอบ

 

“ผมว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ ดูจากสภาพล้อและจำนวนตะปูแล้วน่าจะเป็นการเจตนามากกว่า” จุนโฮบอกต่อ

 

แจบอมพยักหน้าอย่างเห็นด้วย ตาเรียวเหลือบมองนิชคุณซึ่งก็คงคิดเช่นเดียวกัน

 

“ผู้พันจะติดต่อท่านนายพลจางมั้ย” แทคยอนถาม

 

ผู้พันหนุ่มส่ายหัว “ยังก่อน เดี๋ยวพวกมันจะรู้ตัว ไว้ให้กูได้ข้อมูลมากกว่านี้ก่อน”

 

“แล้วลูกสาวนายพลจางล่ะ ป่านนี้ไม่รายงานหมดแล้วหรอ” แจบอมถาม

 

“กูให้ทหารขับรถอ้อมกว่าจะถึงบ้านพักนายพลน่าจะอีกสักพัก คุณมินจีไม่มีโทรศัพท์มือถือด้วยแจ้งลุงจางไม่ได้หรอก” นิชคุณบอกเสียงเข้ม ตอนที่รถยางแตกเขาใช้สายตาสำรวจแล้ว มินจีใส่เสื้อกล้ามกางเกงขาสั้นแนบตัว ไม่มีมือถือแน่ๆ เพราะถ้ามีเขาใช้มันโทรหาอูยองและคนอื่นไปแล้ว

 

“ดีมาก” แจบอมเอ่ยชม

 

 

...กริ๊ง....

 

โทรศัพท์ที่โต๊ะทำงานนิชคุณดัง

 

 

นิชคุณรีบรับสายทันที “ว่าไงได้ข้อมูลมั้ย”

 

“ตามข้อมูลที่ได้รับรถกำลังมุ่งหน้าไปทางสนามบินว่ะ” เพื่อนที่อยู่ตำรวจทางหลวงรายงาน

 

“ขอบใจ คืบหน้ายังไงติดต่อกูได้ตลอดทั้งคืน เรื่องนี้ด่วนมาก!” นิชคุณเอ่ยถาม

 

“ได้ คืนนี้มึงไม่นอนใช่มั้ยวะ”

 

“หลับไม่ลงว่ะ ต้องกวนมึงจริงๆ แล้ว...เก็บเป็นความลับนะมึง แม้กับตำรวจด้วยกันเองก็เถอะ”

 

“กูรู้แล้ว ถ้าคืบหน้าก็จะรีบบอกมึงคนแรกและคนเดียวเลย”

 

“ขอบใจมาก กูจะไปตามเส้นที่มันวิ่งเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวจะไม่ทัน มึงดูต่อไป” ชายหนุ่มวางสายก่อนจะยกมือขึ้นลูบหน้า

 

“ว่าไงผู้พัน” แทคยอนถามอย่างเป็นห่วง

 

“กูจะไปเดี๋ยวนี้ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว พวกมึง.....”

 

“ผมไปด้วย!”

 

“ผมไปด้วย!”

 

“ผมไปด้วย!”

 

“ผมไปด้วย!”

 

แทคยอน แจบอม จุนโฮ ชานซอง เอ่ยขึ้นพร้อมกัน

 

“มันเป็นเรื่องส่วนตัว กูไม่อยากให้พวกมึงรับอันตราย” นิชคุณบอก

 

“จะราชการ จะส่วนตัว ถ้าผู้พันไปผมก็ไป” แจบอมบอกเสียงแข็ง

 

“ผมก็เหมือนกัน” จุนโฮบอก

 

“ผมด้วยครับผู้พัน” ชานซองย้ำ

 

แทคยอนไม่ตอบแต่สายตาบอกชัดว่าไม่เปลี่ยนใจ เขาร่วมหัวจมท้ายกับนิชคุณมาหลายปี จะปล่อยให้เพื่อนรักลุยเดี่ยวได้อย่างไร

 

“งั้นก็ขอบใจทุกคนมาก แต่.....”

 

“ใครบอกว่านี่คือเรื่องส่วนตัว” นายพลพัคเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งฟังมานาน เขาบังเอิญหมุนวิทยุสื่อสารไปฟังช่องสัญญาณที่แทคยอนใช้ติดต่อนิชคุณเข้าพอดี จึงทราบเรื่อง ด้วยความเป็นห่วงจึงมาสมทบที่กรมยุทธ์ด้วย

 

“ก็....” นิชคุณกำลังจะอธิบาย

 

“ผู้พักอาศัยอยู่ในบ้านพักทหารถูกลักพาตัวหน้ากรมยุทธ์! เรื่องเกิดใต้จมูกแท้ๆ แล้วอย่างนี้กรมยุทธ์จะเอาหน้าไปไว้ไหน มึงเอาอาวุธ ชุดและกำลังคนไปเท่าที่มึงต้องการได้เลย ตัวประกันต้องปลอดภัย! อย่าให้กรมยุทธ์เสียชื่อ!” นายพลพัคบอกเสียงเข้ม

 

แทคยอน แจบอม จุนโฮและชานซองยิ้มกว้างเมื่อได้ฟัง

 

“กูไปนอนละ ตื่นมากูต้องได้ข่าวดี! เข้าใจนะ!” นายพลพัคบอกอีกครั้ง

 

นิชคุณมองผู้เป็นนายด้วยความทราบซึ้งถึงน้ำใจ การที่เขาสามารถใช้อาวุธและคนของกรมได้เต็มที่เท่ากับติดปีกให้เขาเลยทีเดียว ชายหนุ่มตอบเสียงหนักแน่น “ครับ!”

 

 

................

 

 

ตึกร้างใกล้สนามบินเจจู

 

 

นิชคุณมองภาพจากมือถือที่กำลังฉายภาพผ่านดาวเทียมของอาคารสูง 4 ชั้น จากข้อมูลที่เพื่อนเขาส่งมารถตู้เข้าไปในโรงงานร้างนั่น แต่เนื่องจากบริเวณนี้เป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมที่ร้างมานาน หากเขานำรถเข้าไปหรือเดินเข้าไปย่อมเป็นที่สังเกตุและเป็นเป้าให้กับกลุ่มนายพลจางได้ ชายหนุ่มขมวดคิ้วใช้ความคิด

 

“สายกูรายงานว่ามีรถตู้และรถบรรทุกกำลังวิ่งมาทางนี้ แต่มองไม่เห็นว่าด้านในรถตู้มีใครบ้าง แต่บนรถบรรทุกมีเพียงคนขับกับคนนั่งข้างแค่นั้น อีก 10 นาทีจะผ่านมาทางนี้” นายตำรวจที่เป็นเพื่อนนิชคุIบอกหลังจากได้รับแจ้งจากสายตำรวจ

 

“เดี๋ยวกูกับแทคยอนจะปีนขึ้นรถบรรทุกเข้าไป พวกมึงรอคำสั่งจากกูอีกที แต่ถ้าได้เวลานัดแล้วกูไม่ออกมา พวกมึงกับตำรวจท้องที่บุกเข้าไปเลย” นิชคุณบอกขณะหยิบกระสุนหลายแม็กเหน็บใส่เอวให้พร้อม งานนี้คงเปลืองกระสุนน่าดู

 

นิชคุณตบไหล่แทคยอน ก่อนจะเดินออกไป หินก้อนโตถูกวางไว้ข้างถนน เพื่อบังคับให้รถที่วิ่งมาชะลอความเร็วลง เพื่อขับหลบหินแล้วเบียดเข้าใกล้ฝั่งที่นิชคุณและแทคยอนซ่อนตัวอยู่ ให้พวกเขาได้ปีนขึ้นท้ายรถบรรทุก  

 

2 นายทหารหนุ่ม ซ่อนตัวอยู่ข้างทาง เสียงรถแล่นดังใกล้เข้ามา ชายหนุ่มก้มตัวหมอบรอจังหวะ รถตู้เริ่มชะลอตัวหลบหิน นายทหารหนุ่มต่างพากันกลิ้งออกจากที่ซ่อน ไปหลังรถบรรทุก ก่อนจะปีนขึ้นท้ายรถบรรทุกไป รถค่อยๆวิ่งเข้าไปด้านใน ตาคมเหลือบมองหลังรถที่บรรทุกอาหารและถังน้ำมันหลายถัง

 

..

 

 

..

 

 

...แค่ก....

 

อูยองเพิ่งได้สติ คอแห้งผากไปหมด จึงต้องไอเพื่อเค้นเสียงให้ออก ตาเรียวพยายามเพ่งมองภาพตรงหน้าที่ยังพร่ามัวไม่ค่อยชัด แต่เขาก็รับรู้ว่าเขาถูกมัดติดกับเก้าอี้ มีผ้าปิดปากไว้อีกผืน ไม่ต้องสงสัยเลยเขาโดนลักพาตัวมาทิ้งไว้ที่ตึกร้างเก่าแห่งนึงแต่ไม่รู้ว่าที่ไหน และก็น่าจะเป็นลุงจางด้วยเพราะลุงจางบอกว่าจะส่งรถมารับเขา แต่ที่เขาคิดไม่ออกคือ ลุงจางทำไมต้องใช้วิธีนี้กับเขาด้วย ตาเรียวมองเห็นแสงไฟจางๆ เป็นไฟหน้ารถของรถกระบะคันเล็กๆ คันนึงที่แล่นเข้า ตาเรียวพยายามมองดูว่ามีพวกลุงจางอยู่ที่นี่กี่คน ถ้าตาเขาไม่พร่าเบลอจนนับพลาดมีอยู่ 6 คน อูยองพยายามขยับตัว เคลื่อนไหวให้ได้มากที่สุดที่จะทำได้ หวังว่าผู้มาใหม่จะสังเกตุเห็น แต่ดูเหมือนเขาจะหวังมากไปเพราะเพียงครู่เดียวหลังจากคนบนรถกระบะขนของลงมาเรียบร้อยก็ขับออกไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เด็กหนุ่มเหงื่อชื้นไปทั้งแผ่นหลัง นี่เขาจะโดนฆ่าหมกศพอยู่ที่นี่หรืออย่างไร เด็กหนุ่มได้แต่ร้องในใจ ‘ผู้พัน! ผู้พันอยู่ไหน ไหนว่าจะปกป้องไปตลอดไง! ช่วยผมด้วย!!’ 

 

.

 

 

.

 

 

.

 

เมื่อรถเริ่มเข้าใกล้ตึกร้างที่เป็นเป้าหมาย นิชคุณกับแทคยอนก็กระโดดลงจากท้ายรถบรรทุก ก่อนจะกลิ้งหลบไปข้างทางแล้วซ่อนตัวเข้าไปในตึกร้างข้างๆอย่างว่องไว ชายทั้งคู่หยิบแว่นสำหรับมองกลางคืนขึ้นสวม ก่อนจะเคลื่อนไหวในความมืดด้วยความรวดเร็วแต่เงียบกริบอย่างชำนิชำนาญ

 

“ข้างนอกมี 15 คน ห้องด้านในอีก 4 ไม่นับคนบนรถตู้และรถบรรทุกนี่ กำลังขึ้นชั้น 2 เปลี่ยน” แทคยอนกระซิบผ่านวิทยุสื่อสารเฉพาะกลุ่ม ตามแผนเขาต้องขึ้นไปชั้น 2 แล้วซุ่มยิงจากด้านนอก

 

“นิกคุนกำลังบุกเข้าไป” นิชคุณรายงานใส่วิทยุแล้วซ่อนตัวกับความมืดหายเข้าไป

 

 

....

 

 

“เด็กคนเดียวทำไมต้องเฝ้ากันหลายคนด้วยวะ” เสียงชายคนนึงบ่นก่อนจะตักข้าวเข้าปาก

 

“เงินดี จ้างอีกร้อยคนมาเฝ้ามึงไม่เอาหรอวะ ทำเป็นบ่น”

 

นิชคุณค่อยๆมองฝ่าความมืดก่อนจะก้มต้มวิ่งไปหลบหลังเสาเหล็ก จากที่สังเกตุมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ตรงเก้าอี้ข้างเสาเหล็กตรงกลางห้อง บางทีเขาควรจะขึ้นไปชั้นสองแล้วค่อยลงมาตรงห้องใหญ่ด้านโน้นจะปลอดคนกว่า ไม่รอช้าชายหนุ่มปีนหน้าต่างด้านหลัง ไม่ลืมเพ่งมองให้แน่ใจว่าชั้นสองไม่มีคน ก่อนจะโหนตัวเองขึ้นไปอย่างว่องไว ชายหนุ่มเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อาศัยเงามืดกำบังกาย ก่อนจะก้มตัวห้อยหัวจากหน้าต่างลงมองชั้นล่างอีกที จากตรงนี้แสงให้เห็นส่องเส้นผมสีทองของคนที่ถูกมัดแขนขาไว้กับเก้าอี้  ใกล้กันมีชายร่างท้วมนั่งเก้าอี้อยู่ใกล้ๆ ด้านหลังชายร่างท้วมมีชายฉกรรจ์อีก 3 คนยืนอยู่

 

อูยอง....

 

...นายพลจาง

 

ชายหนุ่มรีบซ่อนตัวในความมืด แล้วเขยิบเข้าใกล้อูยอง มือล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหยิบเครื่องบันทึกวีดีโอเครื่องเล็กจิ๋วออกมาวางมุมหน้าต่างในจุดที่มองเห็นทั้งนายพลจางและอูยอง ชายหนุ่มปรับไปใช้โหมดถ่ายกลางคืนเพื่อให้ภาพคมชัดมากขึ้นแล้วจึงพันเทปเพื่อยึดตัวกล้องไว้กับมุมหน้าต่าง

 

“หลานรัก นี่ถ้าหลานยอมขายหุ้นให้ลุงตั้งแต่แรกเรื่องก็จบลงไปแล้ว ถ้าจะโทษก็ต้องโทษตัวหลานเองที่ทำให้เรื่องมันยุ่ง” นายพลจางพูดไปเรื่อยๆคล้ายกำลังคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ

 

“หุ้นของพ่อแม่ผม คนอื่นไม่มีสิทธ์!”

 

“ก็เพราะหลานดื้ออย่างนี้ จะมาโทษว่าลุงใจร้ายไม่ได้นะ”

 

“ทำแบบนี้ไม่กลัวคุก ไม่กลัวตำรวจเลยหรือไง”

 

นายพลจางหัวเราะ “ลุงแค่พาหลานมาคุยเรื่องธุรกิจนิดหน่อย จะเป็นอะไรไป เพื่อนทหารตำรวจของลุงมีเยอะแยะ เขาเข้าใจดี”

 

“พามาคุย!?! นี่มันลักพาตัวชัดๆ”

 

นายพลจางหัวเราะอีกครั้งก่อนจะตัดบท “เราเสียเวลามามากแล้ว เซ็นต์ยกหุ้นให้ลุงเสีย! แล้วลุงจะพาหลานกลับไปส่งแบบอวัยวะครบ 32”

 

“ยกหุ้น!!!”

 

คราวนี้นายพลจางหัวเราะเสียงดัง “ก็ลุงขอซื้อดีๆหลานไม่ขายเองนี่ ช่วยไม่ได้จริงๆ!”

 

“ฝันไปเถอะ! ยังไงผมก็ไม่เซ็นต์! นี่มันปล้นกันหน้าด้านๆ!!”

 

นายพลชี้ไปที่คนด้านนอก “เห็นไอ่พวกนั้นมั้ย คนที่ผ่านมือเท้าพวกมันเข้าไอซียูอาการปางตายกันทุกคน คิดดูดีๆ มาถึงขั้นนี้แล้ว อย่าดื้ออีกเลย จะเจ็บตัวเสียเปล่าๆ จะยอมเซ็นต์มั้ย! ห๊า!!!”

 

 

...พรึ่บ...

 

เอกสารถูกปาใส่หน้าอูยองอย่างจัง!!

 

 

ปากบางเม้มแน่นด้วยความโกรธ อยากจะต่อยหน้าชายแก่คนนี้ที่สุด แขนที่ถูกมัดไพล่หลังไว้ตอนนี้เจ็บไปหมดเพราะเจ้าตัวพยายามดิ้นให้หลุดจากการมัด

 

 

 

....เปรี้ยง....

 

 

 

 

 TBC

 

*************************************************

 
 
HusWife & The Gang Talk
 
 
 
ควอนกับด้งเริ่มมองกันในมุมที่ดีแล้วนะคะ แต่ส่วนตัวรสรู้สึกว่าคนที่ทะเลาะกัน เหม็นขี้หน้ากันมายาวนาน แข่งกันมาหลายเรื่อง ปุบปับจะให้ควอนมาพูดคุยเหมือนซาบซึ้งจับมือด้ง มันอาจจะไม่ใช่ เพราะคาแรคเตอร์ทั้งควอนและด้งก็มีทิฐิเยอะทั้งคู่ ท่ามากทั้งคู่ แม้ในใจควอนจะอ่อนลงมากซาบซึ้งมากแต่การจะพูดแสดงออกนั้นมันไม่ง่ายดังใจคิด เลยเขียนให้ควอนแสดงออกมาได้แค่นี้อ่ะค่ะ ส่วนด้งรสคิดว่าด้งก็รู้ว่านี่คือควอนยอมให้มากแล้ว ไรงี้อ่ะค่ะ // ลุงจากเริ่มโหดแล้วน๊าาาาา ออกลายแล้วววววว  #นิยายเรื่องนี้มีฉากแอคชั่น // ปมสุดท้ายจะคลายในตอนหน้า แล้วก็คงจบแล้วนะคะ หลังจากที่เขียน (ดอง) นานเหลือเกิน Y_Y 
 
 
 
ขอบคุณทุกคอมเมนท์ค่ะ Have a Khunday นะคะ
 
 

edit @ 14 Jun 2016 18:34:42 by HusWife & The Gang