[Fic] All for you : 21

posted on 14 Jun 2016 18:29 by have-a-khunday in FanFiction

Fan Fiction (BOY LOVE)

Title : All for you

Paring : Khun x Woo

Type : Romantic Comedy

Rate : PG 13

 

 

Warning   ฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ชายรักชาย หากรับไม่ได้กรุณปิดหน้าต่างไปได้เลยค่ะ  และเป็นฟิคที่แต่งจากจินตนาการ มิใช่เรื่องจริง อาจมีชื่อตัวละครพ้อง/เหมือนกับศิลปินคนหนึ่งคนใด แต่มิได้มีเจตนาทำร้าย หรือสร้างความเสียหายให้แก่ศิลปินแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
 
 
 
 
 
 
 
Chapter 21
 
 
 
 
 
 
 

บ้านพักผู้พัน ยามเช้า

 

ควอนยืนมองเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก แม้เมื่อคืนจะนอนหลับหากแต่ดวงตายังคงแห้งผากไม่สดใสดังเคย ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนเข้ามาในหัวอีกไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่ ไม่เข้าใจตัวเองที่ดื่มเครื่องดื่มจากคนแปลกหน้านั่นเหมือนกัน นี่ถ้าไม่มีคนมาช่วยไว้ตัวเขาเองจะมีสภาพยังไงนั้น ไม่อยากจะคิดเลย พอนึกมาถึงตรงนี้ความรู้สึกกลัวก็เข้าเกาะกุมหัวใจอีกครั้งแม้จะไม่มากนัก เพราะเหตุการณ์นั้นผ่านไปแล้ว เขาปลอดภัยดีแล้วตอนนี้ ความกลัวค่อยๆจางหายไปช้าเช่นเคย ใบหน้าที่ปกคลุมไปด้วยเส้นผมสีทองค่อยๆซ้อนทับภาพสะท้อนของเขาในกระจก คู่ปรับตลอดกาลที่เข้ามาช่วยเขาไว้ได้ทันท่วงที ช่วยโดยที่เขาไม่ได้ร้องขอ คิดแล้วก็ให้ประหลาดใจ จะพูดไปหากเขาขอให้ช่วยแล้วเจ้าตัวไม่ช่วยเขาคงไม่แปลกใจเท่านี้ ควอนหลับตาลงช้าก่อนจะสูดลมหายใจเข้าปอดแรงๆ  เมื่อกายพร้อมใจพร้อม ชายหนุ่มก็หันหลังเดินออกจากห้องไปพบเจ้าของบ้าน

 

ตาจิกกวาดมองไปทั่วชั้น ก่อนจะหยุดที่ห้องข้างๆที่ประตูปิดอยู่ เสียงดังจากชั้นล่างเป็นสัญญาณว่ามีคนอยู่ข้างล่างแล้ว ควอนก้าวเท้าเดินลงไป เห็นร่างหนาของผู้พันหนุ่มนั่งหันหลังให้เขาอยู่ที่หัวโต๊ะทานข้าว ในมือผู้พันหนุ่มมีหนังสือพิมพ์ ชานซองกำลังนำอาหารเช้ามาวางที่โต๊ะ

 

...ตึก...ตึก....

 

เสียงคนเดินลงบันไดทำให้ควอนตวัดหน้าขึ้นมอง

 

 

“...”

 

“...” อูยองประสานสายตากับควอนนิ่ง หากขายังคงก้าวลงบันไดอย่างต่อเนื่อง

 

“...” ควอนเองก็พูดไม่ออกเหมือนกัน แม้จะซ้อมพูดในหัวมา 2-3 ครั้งแล้วตั้งแต่ตื่น หากเมื่อเผชิญหน้ากันจริงๆ เขาก็พูดไม่ออก

 

“...” อูยองเดินผ่านควอนไปโดยไม่พูดอะไร

 

“...” ควอนยังคงยืนนิ่งอยู่ที่หัวบันได ตอนนี้ในหัวมีหลายเรื่องแทรกเข้ามา ไหนจะเรื่องที่ต้องพูดกับอูยอง ไหนจะเรื่องที่ทำไมอูยองลงมาจากชั้นบนได้ อูยองพักที่นี่กับผู้พันอย่างนั้นหรือ ขนาดชานซองยังพักเรือนเล็กอีกหลังนึงเลย แล้ว...ในเมื่อชั้นบนมีเพียง 2 ห้องนอนเท่านั้น ห้องนึงเขานอน อีกห้องก็ต้องเป็นห้องผู้พันสิ!

 

“ให้กูช่วยยกอะไรมั้ยวะ” อูยองเอ่ยถามชานซอง

 

“ไม่ต้องว่ะ เสร็จพอดี อ้าว!! ควอน ตื่นแล้วหรอ มานั่งสิ” ชานซองเอ่ยทักเมื่อเงยหน้าเห็นควอนยืนนิ่งที่หัวบันได

 

“เป็นไงบ้าง รู้สึกปกติมั้ย ดีขึ้นมั้ย” ผู้พันหนุ่มวางหนังสือพิมพ์แล้วหันมาถามเด็กหนุ่ม

 

ควอนยืนนิ่งอยู่ครู่นึงก่อนจะตอบ “ป...ปกติดีแล้วครับ”

 

“งั้นก็มากินข้าวด้วยกันสิ มานั่งมา” ผู้พันหนุ่มเอ่ยชวนอีกครั้ง

 

ควอนค่อยๆเดินไปร่วมโต๊ะด้วยความคิดที่สับสนอยู่ในหัว

 

“ทำไมลงมาช้า ขนาดให้อาบน้ำก่อนแล้วนะ” นิชคุณเอ่ยถามอูยอง

 

“ก็ผมต้องเลือกชุดที่จะใส่ด้วยนี่นา ใครจะเหมือนผู้พันที่มีอยู่ชุดเดียว”

 

“ชุดเดียวนี่แหละดี ไม่ต้องเสียเวลาคิด”

 

“สิ้นคิดล่ะไม่ว่า”

 

“ควอน มึงกินได้มั้ยวะ กูไม่รู้มึงชอบอะไร” ชานซองเอ่ยถามเมื่อเห็นควอนก้มหน้ามองอาหารตรงหน้านิ่ง ไม่พูดไม่จา

 

ควอนกระพริบตาเรียกสติ เมื่อครู่มัวแต่จมดิ่งกับคำพูดของนิชคุณกับอูยอง ที่บอกว่าทั้งคู่สนิทสนมกันมากขนาดที่อูยองแซวนิชคุณได้ และอาจจะสนิทกันถึงขนาดนอนห้องเดียวกันเลยทีเดียว “กูกินง่าย แค่ดีใจที่มีคนทำอาหารให้กินบ้าง ปกติกูเป็นคนทำไง”

 

“มีคนทำให้แต่ถูกปากมั้ยไม่รู้นะมึง ฝีมือกูไม่เทพว่ะ” ชานซองตอบยิ้มๆ

 

ควอนยิ้มให้ชานซองก่อนจะหันไปหาผู้พันหนุ่ม “ผู้พันครับ ขอบคุณมากนะครับ เรื่องเมื่อคืน”

 

ควอนเว้นจังหวะนิดเดียวก่อนจะหันไปสบตาอูยอง “ขอบใจมึงด้วย ไม่ได้มึง...กู....คงแย่” แม้ในใจจะรู้สึกขอบคุณมากอยู่ หากอะไรบางอย่างในใจทำให้คำพูดที่ซ้อมไว้ไหลออกมาอย่างกะท่อนกะแท่น ไม่คล่องแคล่วดังที่ซ้อมไว้

 

“...” อูยองพยักหน้าน้อยๆ โดยไม่พูดอะไร เขาเข้าใจดีว่าเป็นเรื่องยากที่จะให้คนทิฐิเยอะอย่างควอนพูดอะไรแบบนี้

 

“ชานซอง มึงก็ด้วย ขอบใจนะเว้ย” ควอนหันมาบอกคนข้างๆ

 

“เพื่อนกันทั้งนั้น ก็ต้องช่วยกันสิวะ” ชานซองรีบบอก อยากให้เพื่อนทั้งคู่ดีกันเสียที

 

ควอนยิ้มบางๆ ก่อนจะบอกจากใจ “ขอบคุณทุกคนมากครับ” ตอนสุดท้ายตาจิกมองสบตาเรียวอีกครั้ง

 

ตาเรียวมองตอบ ไม่คิดหลบ เขาคิดว่าเขาเข้าใจความหมายที่ควอนส่งมา จึงมองตอบอย่างเป็นมิตรกลับไป

 

นิชคุณเฝ้าสังเกตุเด็กหนุ่มทั้งคู่อยู่เงียบๆ ให้คนทิฐิเยอะ ท่ามากทั้งคู่เปิดใจเข้าหากันเอง ผู้พันหนุ่มยกยิ้มบางๆเมื่อไม่เห็นสายฟ้าในสายตาของทั้งคู่ ศึกที่มีมายาวนานคงถึงเวลาสงบศึกเสียที

 

 

.........

 

 

ร้านอาหารอิตาลี เกาะเจจู

 

 

“หลานรัก!” นายพลจางเรียกเสียงกระด้าง สายตาคมกร้าวมองจ้องมาทางอูยองอย่างไม่พอใจ คนอย่างเขาไม่ได้มีเวลามากนักที่จะวิ่งไปวิ่งมาระหว่างเจจูกับโซล นี่เขาก็เอาใจอูยองมากแล้ว อย่าให้มันเกินไปนักเลย

 

“...” อูยองยังคงทำเมินเหมือนไม่เห็นสายตาดุของผู้เป็นลุง เด็กหนุ่มเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่ใส่ใจผู้เป็นลุง เมื่อนึกถึงบทสนทนาของเขากับนิชคุณเมื่อวาน

 

“ลุงจางขอซื้อหุ้นผมแค่ 10% เอง ผมขายไปแล้วยังเหลือ 30% ยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่สุดนะผู้พัน”

 

“ฉันไม่คิดว่าคนใจใหญ่อย่างนายพลจางจะหวังแค่หุ้น 10% เท่าที่ฉันสืบรู้มา ตอนนี้นายพลจางได้เจรจาขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นคนอื่นด้วย คนละ 5-10% ถ้าได้ครบเขาจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทันที ตอนนี้ผู้ถือหุ้นบางคนเริ่มแบ่งขายให้เขาแล้ว”

 

“ลุงจาง...จะฮุบห้างของพ่อแม่ผมหรอ เลวมาก!

 

“หลานเซ็นต์เอกสารนี่เสียก่อนที่ความอดทนของลุงจะหมด” นายพลจางบอกเสียงเครียด เขาคุยเรื่องนี้มาหลายรอบแล้วอูยองไม่ยอมเซ็นต์ขายหุ้นให้เขาเสียที ก่อนหน้านี้อูยองค่อนข้างพูดง่าย เซ็นต์ให้ง่ายๆเพื่อไม่ต้องเห็นหน้าเขา แต่หลังจากอูยองมาฝึกทหารที่เจจู อูยองพูดยากอ่านยากขึ้นเยอะ แม้กระทั่งเรื่องเบิกจ่ายรายเดือนก็ยากขึ้น ถ้าเป็นเรื่องอื่นแทบไม่ยอมเซ็นต์เลย เดาได้ไม่ยากว่าน่าจะมีคนเป่าหูอยู่เบื้องหลังซึ่งก็หนีไม่พ้นผู้พันหนุ่ม! ครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญเขาต้องการให้อูยองขายหุ้นให้เขา แต่อูยองก็ไม่ยอมเสียที ในเมื่อใช้ไม่อ่อนไม่ได้ผล เขาคงต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้ว!

 

อูยองยกยิ้มเยาะให้กับคนตรงหน้า เขาไม่ชอบคำพูดข่มขู่นั่นเลยสักนิด จะมาขอซื้อหุ้นเขาแท้ๆยังมีหน้ามาเสียงดังใส่เขาอีก ไม่มากไปหน่อยหรอ! คนอย่างอูยองยอมให้เสียงดังได้ง่ายๆหรือไง อูยองมองหน้าลุงจาง มือกำแน่น “ผมก็ไม่ได้มีความอดทนมากนัก ผมจะบอกครั้งสุดท้ายว่าผมไม่ขาย!”

 

“แค่ 10% ไม่ได้มากมายอะไร! ทำไมต้องทำให้เรื่องยุ่งยาก!” นายพลสูงวัยเสียงดังใส่อย่างเหลืออด

 

“หุ้นเดียวก็ไม่ขาย!!” อูยองสวนกลับแบบไม่ต้องคิดด้วยความโมโห

 

“อูยอง!” นายพลจางเรียกเสียงเครียด เขาไม่เคยโกรธอะไรเท่านี้! คนอย่างเขายอมให้เด็กเมื่อวานซืนมาเสียงดังใส่ได้หรือ

 

“ผมไม่ขาย!” เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืนประสานตากับคนสูงวัยอย่างไม่สะทกสะท้าน ตาเรียวมีแววท้าทาย เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร เด็กหนุ่มจึงหันเดินออกจากร้าน

 

 

...พรึ่บ....

 

บอดี้การ์ดนายพลจางเดินมายืนขวางหน้าอูยองในระยะประชิด ทำเอาเด็กหนุ่มต้องถอยเท้าหลบไปข้างหลังหนึ่งก้าว

 

 

“เฮ้! นี่หลานรักของฉันนะ พวกแกระวังหน่อย ถ้าพลาดไปทำหลานฉันเลือดตกยางออกจะทำยังไง ระวังตัวด้วยนะหลานรัก ลุงเป็นห่วง” นายพลจางยกมือห้ามพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังยังไงก็ไม่รู้สึกถึงความเป็นห่วงสักนิด

 

อูยองเบือนหน้ากลับมามองผู้เป็นลุงด้วยสายตาโกรธจัด “ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ผม...ไม่ใช่เด็กอีกแล้ว!!”

 

นายพลจางมองสบตาเรียวด้วยความโกรธจัด ทำไมเขาจะอ่านสายตาอูยองไม่ออก คิดว่ามีผู้พันหนุนหลังแล้วจะปีกกล้าขาแข็งขนาดสู้กับคนอย่างเขาได้อย่างนั้นหรือ เขาคงต้องให้บทเรียนหนักๆเสียหน่อย!

 

อูยองเห็นความกราดเกรี้ยวในดวงตาของลุงจางที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก แสดงว่าคราวนี้คงสุดจะกลั้นเสียแล้ว เผยธาตุแท้ออกมาบ้างก็ดี เขาเบื่อหน้ากากลุงใจดีรักหลานจอมลวงโลกคนนั้นเต็มทน เด็กหนุ่มเชิดใส่สายตาโกรธจัดอย่างไม่แคร์ ก่อนจะพลิกตัวเดินออกไปอย่างถือดี

 

 

.....................

 

 

บ้านพักผู้พันนิกคุน กลางดึก

 

 

อูยองนั่งอยู่หน้าทีวี แต่สมองไม่ได้รับรู้ถึงรายการในทีวีเลยสักนิด สมองกำลังเป็นห่วงผู้พันหนุ่มที่จนป่านนี้ก็ยังไม่กลับ นึกโมโหคนดื้อรั้นที่ไม่ยอมพกมือถือ ใช้แต่วิทยุสื่อสาร ซึ่งถ้าเขาอยากติดต่อนิชคุณคงต้องไหว้วานผู้กองให้ช่วยวิทยุไปหา เด็กหนุ่มมองนาฬิกาแล้วได้แต่ถอนหายใจอย่างเป็นห่วง เมื่อหัวค่ำนิชคุณวิทยุผ่านหน่วยแพทย์ให้มาแจ้งเขาว่านิชคุณบังเอิญพบรถพี่มินจีจอดเสียอยู่ข้างทางเลยจะแวะไปส่งแล้วคงกลับดึก เชื่อได้เลยว่าพี่มินจีจงใจทำให้รถเสีย แล้วพี่มินจีก็จงใจไปปรากฎตัวให้นิชคุณเห็นด้วย เขารู้จักผู้หญิงอย่างพี่มินจีดีว่าเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ นึกแล้วก็ยิ่งโมโหและที่แย่สุดคือป่านนี้นิชคุณก็ยังไม่กลับ ไม่รู้จะเป็นสุภาพบุรุษอะไรกันนักหนา คิ้วเรียวขมวดยุ่งอย่างกังวล