SF จอมยุทธ์น้อย 1/2
posted on 06 Oct 2011 20:45 by have-a-khunday in FanFictionShort Fiction (BOY LOVE)
Title : จอมยุทธ์น้อย
Paring : Khun x Woo
Type : Fantasy/Romantic
Rate : PG 13
Warning : ฟิคเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ชายรักชาย หากรับไม่ได้กรุณปิดหน้าต่างไปได้เลยค่ะ และเป็นฟิคที่แต่งจากจินตนาการ มิใช่เรื่องจริง อาจมีชื่อตัวละครพ้อง/เหมือนกับศิลปินคนหนึ่งคนใด แต่มิได้มีเจตนาทำร้าย หรือสร้างความเสียหายให้แก่ศิลปินแต่อย่างใด โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

จอมยุทธ์น้อย

เด็กหนุ่ม 2 คน เดินทางเข้าโซลเพราะเห็นว่ามีการจัดประลองยุทธ์ จึงอยากมาหาประสบการณ์และเพื่อตามหาหญ้าหนวดมังกรพืชสมุนไพรที่หายากยิ่ง ระหว่างเดินทางศิษย์น้องผู้มีหน้าเดียวเกิดโลวแบต ทั้งเหนื่อยและหิวจึงชวนศิษย์พี่ผู้มีแก้มป่องแวะเข้าเมืองหลวงเพื่อหาอะไรกิน ทั้งคู่เดินเข้าตลาดที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน จู่ๆศิษย์น้องก็หยุดเดินพร้อมขมวดคิ้วแสดงว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ศิษย์น้องของเขาแม้จะยังอายุน้อยและแม้ไม่ได้มีวรยุทธ์ที่ล้ำเลิศแต่ก็มีพลังตัวเบาสูงส่งและยังมีหูที่วิเศษ สามารถได้ยินเสียงที่เบาแสนเบาหรือเสียงที่ไกลแสนไกลได้ เด็กหนุ่มเหลือบตามองศิษย์น้องแทนคำถาม ศิษย์น้องผู้มีใบหน้าเรียบนิ่งเหลือบตามองตอบก่อนจะเดินหลบเข้าซอยข้างๆ เด็กหนุ่มที่เป็นศิษย์พี่รีบเดินตามทันที ทั้งคู่เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอย ก่อนที่ศิษย์น้องจะหยุดเดินและส่งสัญญาณให้ศิษย์พี่หยุดด้วยเช่นกัน
“แม่นางไม่น่าวิ่งหนีเลย รู้มั้ยว่าถ้าข้าเหนื่อยแล้วจะเกิดอะไรขึ้น” เสียงเหี้ยมของโจรโฉดบอก ก่อนที่ลูกสมุนจะส่งเสียงหัวเราะข่มขวัญ
หญิงสาวยืนพิงกำแพงหมดทางหนี “ข้าให้เงินกับเจ้าไปหมดแล้ว เจ้ายังตามข้ามาอีกทำไม”
“แม่นางไม่รู้จริงๆหรือว่าทำไม แม่นางออกจะงามขนาดนี้ข้าจะปล่อยแม่นางไปได้อย่างไร ยอมเป็นเมียข้าเถอะ”
...กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด....ช่วยด้วย!!!!!!!.
“หยุดนะเจ้าโจรสวะ” ศิษย์พี่ก้าวขาออกจากซอยเล็กแล้วร้องห้ามเจ้าโจรชั่วช้า
ศิษย์น้องชะงักมิได้ก้าวขาตามศิษย์พี่ออกไป เพราะหูเขาได้ยินเสียงลมหายใจของใครอีกคนในระแวกนี้ แต่เพียงแค่อึดใจเดียวเสียงลมหายใจนั่นก็หายไป อาจเป็นไปได้ว่าเขาหูแว่ว หรืออาจเป็นไปได้ว่ามีคนอีกคนนึงที่ไม่ใช่พวกโจรและไม่ใช่พวกเขาอยู่ในบริเวณนี้และคนผู้นั้นจะต้องมีวรยุทธ์ที่สูงส่งถึงได้ซ่อนเสียงลมหายใจได้
“เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่เป็นใครกัน กล้ามาขวางทางพวกข้า ไม่อยากตายดีใช่มั้ย” โจรหน้าเหี้ยมมองเด็กหนุ่มตัวผอมบางตรงหน้าอย่างดูถูก
“คนเลวอย่างเจ้าไม่คู่ควรได้รู้ชื่อข้าหรอก ปล่อยแม่นางไปเดี๋ยวนี้นะเจ้าโจรกระจอก” เด็กหนุ่มมิได้กลัวเกรงเลย
“เจ้านี่มีตาหามีแววไม่ พวกข้าคือศิษย์ของจอมมารทงแดมุน ถ้าเจ้ากลัวตายก็รีบหนีไปซะ”
เด็กหนุ่มแก้มป่องขมวดคิ้ว จอมมง จอมมารอะไรเขาไม่รู้จักหรอกเขาเพิ่งลงจากเขาปูซานมาเมื่อวานเอง แต่จอมยุทธ์มีหน้าที่ปราบคนพาล อภิบาลคนดี เขาจะนิ่งดูดายได้อย่างไร
“เจ้าต่างหากถ้ากลัวตายก็รีบไปซะ” ศิษย์น้องหน้าเดียวก้าวออกมาพลางกระซิบบอกศิษย์พี่แก้มป่อง ...เดี๋ยวถ้าข้าให้สัญญาณ ศิษย์พี่วิ่งหนีไปเลยนะ แล้วข้าจะตามหาศิษย์พี่เอง...
“หึ..เจ้าเด็กพวกนี้รนหาที่ตายแท้ๆ ได้....พวกข้าจะช่วยสงเคราะห์ให้ พวกเราจัดการมันซะแล้วค่อยมาจัดการแม่นางนี่ที่หลัง” หัวหน้าโจรสั่งลูกน้องให้เล่นงานเด็กหนุ่มที่ทำท่าจะมาขัดขวาง
ชายฉกรรจ์ 4-5 คนกรูกันเข้าหาเด็กหนุ่ม ศิษย์น้องหน้าเดียวใช้พลังตัวเบากระโดดเข้าแย่งถุงเงินและอุ้มตัวหญิงสาวพาหนีออกจากตรอกได้ในพริบตา ส่วนศิษย์พี่ก็วิ่งหนีไม่คิดชีวิตออกจากตรอกในทันทีโดยมีพวกมันวิ่งไล่มาติดๆ

....วิ่ววววววววววววววว...
เด็กหนุ่มเจ้าของแก้มป่องผิวปากพร้อมร่ายกระบวนท่าวิหคหมื่นลี้ นกมากมายก็บินมาจากทั่วสารทิศเข้ามาในตรอก ฝูงนกพากันจิกกัดจนชายเหล่านั้นร้องระงม เพียงพริบตาอินทรีย์ก็บินโฉบเข้ามาในซอยแล้วพาศิษย์พี่แก้มป่องหนีออกมาได้
ชายคนนึงที่หลบอยู่มุมมืดยืนกอดอกมองภาพเหล่านั้นด้วยตาเป็นประกาย วิชา-วิหคหมื่นลี้-ที่หายสาปสูญไปนาน บัดนี้ได้หวนคืนยุทธภพอีกครั้ง เด็กคนนี้ไปเรียนวิชานี้มาจากไหน ถ้าไม่ใช่.....จากศิษย์พี่
.....
...........
“เสี่ยวชา เจ้าอยู่ไหนนะ อาหารมาเต็มโต๊ะแล้วเนี่ย” ศิษย์พี่บ่นหาศิษย์น้อง ปกติศิษย์น้องมีหูดีเป็นเลิศ เขาเรียกหาไม่กี่ครั้งศิษย์น้องก็ได้ยินและรีบใช้วิชาตัวเบามาหาเขาในทันที
“มาแล้วๆ พี่ใหญ่ล่ะก็ ตอนนี้ข้างนอกคนเยอะเสียงดังจะตาย ข้าก็เลยได้ยินไม่ถนัดน่ะ แล้วข้าก็โลวแบตด้วย” ศิษย์น้อง หรือเสี่ยวชา ผู้ซึ่งกำลังหิวรีบหย่อนก้นลงนั่ง มือเล็กหยิบตะเกียบและถ้วยข้าวทันที
“เจ้าไม่เป็นอะไรนะ แล้วแม่นางปลอดภัยดีใช่มั้ย”

เสี่ยวชาเพียงแค่พยักหน้าแล้วก้มหน้าก้มตากินอาหารไม่ยอมพูดอะไรอีกทั้งสิ้น พอกินอิ่มทั้งคู่ก็ตั้งใจจะออกเดินทางต่อ แต่ยังไม่ทันจะพ้นประตูโรงเตี๊ยมเลย
“พวกเจ้าคือคนที่ทำร้ายคนของจอมมารทงแดมุนใช่มั้ย” ชายชุดดำยืนขวางหน้า
“ใช่! เจ้าคือจอมมารทงแดมุนอย่างนั้นหรือ” ศิษย์พี่แก้มป่องเอ่ยถาม
“เด็กปลายแถวอย่างพวกเจ้าไม่ต้องถึงมืออาจารย์ข้าหรอก ข้ามาเพื่อล้างอายให้ศิษย์น้องของข้า”
“หึ...ล้างอาย รึจะร่วมอายก็ไม่รู้” ศิษย์พี่เอ่ยวาจาเยาะเย้ย เขาไม่รู้จักจอมมารนั่นหรอก รู้แค่ว่าย่านทงแดมุนเป็นย่านการค้าแออัด ถ้ามันหากินอยู่แถวนั้นมันก็คงจะกระจอก
“หนอยปากเก่งนัก อย่าอยู่เลย” พูดจบชายชุดดำก็ฟาดฝ่ามือใส่
เสี่ยวชาใช้วิชาตัวเบาดึงศิษย์พี่กระโดดหนีฝ่ามือที่รัวใส่พวกเขาไม่ยั้งของชายชุดดำ ฝีมือมันไม่เลวเลยทีเดียว
“ไม่ได้นะศิษย์พี่ ท่านจะใช้วิชานั่นไม่ได้ ตรงนี้มีผู้คนมากมาย” เสี่ยวชาเอ่ยเตือนศิษย์พี่เพราะอาจารย์ไม่ให้ใช้วิชาวิหคหมื่นลี้ต่อหน้าผู้คนมากมายด้วยเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อผู้บริสุทธิ์
แม้เสี่ยวชาจะพาศิษย์พี่หนีออกมาจากตัวเมืองหลวงแต่ชายชุดดำก็ยังตามมาไม่หยุด ฝีมือของชายชุดดำนั้นไม่เบาเลยทีเดียว เสี่ยวชาชักไม่แน่ใจว่าจะหนีไปได้อีกแค่ไหน จึงตัดสินใจว่าควรจะแยกกันหนี
“ไม่ไหวแล้ว เดี๋ยวข้าจะล่อมันไปทางอื่น แล้วข้าจะตามหาศิษย์พี่อีกทีนะ” พูดจบเสี่ยวชาก็ปล่อยศิษย์พี่ไว้ที่กลางป่าสน แล้วตัวเองก็กระโดดล่อชายชุดดำให้ติดตามไปทางอื่น
ศิษย์พี่ได้แต่ยืนคว้างอยู่กลางป่าสน พวกเขาเพิ่งลงเขามาไม่นานก็มีเรื่องยุ่งๆเกิดขึ้นมากมาย เด็กหนุ่มถอนหายใจก่อนจะเริ่มเดินกลับเข้าโซล แต่เดินไปได้ไม่นานก็พบชายชุดขาวยืนหันหลังขวางทางเขา มือทั้ง 2 ข้างไขว้หลัง บุรุษลึกลับผู้นี้ช่างสูงยิ่งนัก แผ่นหลังหนากว้างช่วยทำให้เขาดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น คำถามเกิดขึ้นในใจ...ชายคนนี้เป็นใครกัน เหตุใดมายืนกลางป่าสน
“เจ้าเป็นวิชาวิหคหมื่นลี้ได้ยังไง ใครสอนเจ้า” ชายชุดขาวที่ยืนหันหลังถามขึ้น
เด็กหนุ่มไม่ตอบ อาจารย์สั่งนักหนาว่าไม่ให้บอกใครว่าเขาเป็นศิษย์สำนักเขาปูซาน วิชาวิหคหมื่นลี้นั่นอาจารย์ก็ไม่ให้ใช้พร่ำเพรื่อด้วยซ้ำ เด็กหนุ่มก็ไม่แน่ใจว่าชายชุดขาวรู้ได้อย่างไรว่าเขาเป็นวิชานี้
...โอ๊ะ....
เด็กหนุ่มเพิ่งคิดได้ว่าชายผู้นี้น่าจะเป็น-จอมมารทงแดมุน- หัวหน้าของเจ้าสวะพวกนั้นแน่ๆ ถึงได้รู้ว่าเขาเป็นวิชานี้ และนี่มันก็คงมาแก้แค้นให้ลูกศิษย์มันแน่ๆ เลย

“ข้าถามทำไมไม่ตอบ” ชายชุดขาวถามก่อนจะพลิกตัวหันกลับมาเผชิญหน้าเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มตะลึงงันเมื่อได้เห็นหน้าจอมมารชัดๆ จอมมารผู้นี้จัดว่าเป็นคนหล่อเหลาเหลือเกิน ผิวพรรณขาวละเอียดยิ่งนัก ตากลมส่องประกายเจิดจร้าเหมือนดวงดาว รูปร่างรึก็สูงใหญ่ ดูดีจริงๆ ช่างไม่เหมาะสมที่จะเป็นจอมมารเลย
“ใครเป็นคนสอนวิชานี้ให้แก่เจ้า” คำถามของชายชุดขาวเรียกสติเด็กหนุ่ม
“ไว้ข้าส่งเจ้าไปลงนรกเสียก่อน แล้วข้าจะบอกชื่ออาจารย์ของข้า”
ชายชุดขาวเพียงกระตุกยิ้มมุมปาก ถึงไม่บอกเขาก็เดาได้ว่าใครคืออาจารย์ของเด็กหนุ่ม “เจ้าคิดว่าเจ้ามีฝีมือพออย่างนั้นรึ?”
“สามหาวนัก! จอมมาร!”
ชายชุดขาวหยุดทันทีที่ได้ยินเด็กหนุ่มเรียกเขาว่า-จอมมาร- แต่เขาก็ไม่ใส่ใจจะแก้ตัว เด็กหนุ่มจะคิดว่าเขาเป็นใครก็ช่างแต่เขาอยากเจออาจารย์ของเด็กหนุ่มมากกว่า ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าหาเด็กหนุ่มอีกครั้ง
เด็กหนุ่มผิวปากพลางร่ายกระบวนท่าวิหคหมื่นลี้ เพราะที่นี่เป็นป่าสนกว้างใหญ่ไม่มีผู้คน เขาสามารถใช้วิชาวิหาหมื่นลี้ได้
....วิ่วว....อ๊ะ...
กำลังผิวปากอยู่ดีๆ ก็มีมือมาปิดปากเขาไว้
กว่าจะรู้ตัวเด็กหนุ่มก็ถูกชายชุดขาวที่ขยับมายืนซ้อนหลังเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แขนล่ำกอดรัดเอวเขาไว้ มืออีกข้างก็ปิดปากทำให้เขาใช้วิชาวิหคหมื่นลี้ไม่ได้ เสียงทุ้มกระซิบริมหู จมูกโด่งอยู่ใกล้แก้มอูมของเด็กหนุ่มจนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ “อย่าคิดใช้วิชานี้กับข้าเลย เจ้าทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”
“อ่อย อ้า อ๊ะ” เด็กหนุ่มดิ้นและพยายามจะบอกว่า –ปล่อย-ข้า-นะ-
ชายหนุ่มแทบไม่ต้องออกแรงเลย แรงดิ้นของเด็กหนุ่มในอ้อมแขนมีเพียงน้อยนิดเท่านั้น แต่สิ่งที่รบกวนเขาคือกลิ่นหอมอ่อนๆจากตัวเด็กหนุ่มคนนี้ต่างหาก แก้มนิ่มในมือเขานั่นก็ทำให้เขารู้สึกดีอย่างประหลาด “ปล่อยก็ได้ แต่ข้าขอเตือนว่าอย่าหาญกล้าสู้กับข้าเลย ฝีมือเจ้าจัดว่าปลายแถวนะเด็กน้อย” พูดจบก็ปล่อยเด็กหนุ่มให้เป็นอิสระอย่างนึกเสียดาย
เด็กหนุ่มมองชายหนุ่มอย่างโมโหที่ถูกดูถูกว่าเป็นเด็กน้อย “ข้าคือจอมยุทธน้อยต่างหากเล่า!”
ชายหนุ่มหัวเราะอย่างเห็นขันก่อนจะถาม “เจ้าน่ะหรอ จอมยุทธ์น้อย”
นั่นยิ่งทำให้เด็กหนุ่มโมโหหนักอยากสั่งสอนเหลือกำลัง เด็กหนุ่มจึงวิ่งหนีให้พ้นระยะมือของชายหนุ่มพร้อมกับผิวปากเรียกฝูงนกอีกครั้ง
....วิ่วว....อ๊ะ...
เด็กหนุ่มรู้สึกถึงก้อนหินก้อนเล็กๆกระแทกกลางอกอย่างจัง
แม้จะไม่แรงนักแต่ก็ทำให้เด็กหนุ่มสะดุดลมหายใจไม่อาจผิวปากต่อได้ ตาเรียวเหลือบมองตากลมของคนชุดขาว ก็พบว่าอีกฝ่ายมองเขาอยู่ก่อนแล้ว นกบางกลุ่มเริ่มบินมาเมื่อได้ยินเสียงผิวปากของเด็กหนุ่มเมื่อครู่ แต่เมื่อเงียบเสียงนกเหล่านั้นก็บินคว้างไร้จุดหมาย ก่อนที่ชายหนุ่มชุดขาวจะใช้พลังวัตรสร้างลมพัดให้นกเหล่านั้นบินหนีไป
เด็กหนุ่มตั้งใจรวบรวมลมปราณเพื่อผิวปากอีกครั้ง แต่ก็เจ็บแน่นหน้าอกไม่สามารถใช้วิชาวิหคหมื่นลี้ได้
“อย่าฝืนใช้ลมปราณเลยจะเจ็บเสียเปล่าๆ” เสียงทุ้มบอกอย่างใจเย็น
“เจ้าทำอะไรข้า เจ้าจอมมาร!” เด็กหนุ่มแผดเสียงถาม ถ้าเขาไม่สามารถใช้วิชาวิหคหมื่นลี้ได้ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนไม่เป็นวรยุทธ์เลย
“หึ ข้าแค่สะกัดจุดเจ้าไว้เท่านั้น ทำให้เจ้าเดินลมปราณไม่ได้ ไม่ได้คิดจะฆ่าเจ้าแต่อย่างใด” ชายหนุ่มรูปงามยิ้มเย็นๆมาให้

“จอมยุทธไม่รักตัวกลัวตายหรอก” เด็กหนุ่มเชิดหน้าบอกอย่างท้าทาย ปากบางยื่นน้อยๆ
ชายหนุ่มยิ้มอย่างชื่นชมในความกล้าหาญ จริงๆในตรอกนั่นเขาก็เห็นแล้วล่ะ ว่าเด็กชายทั้ง 2 คนกล้าหาญและรักความยุติธรรมแค่ไหน ฝีมือแค่ปลายแถวแต่ออกไปช่วยหญิงสาวด้วยความกล้าหาญหรือจะเรียกว่าบ้าบิ่นดีนะ ตอนนั้นเขาเกือบยื่นมือเข้าไปช่วยแล้ว ถ้าเด็กหนุ่มแก้มป่องจะไม่ใช้วิชาวิหคหมื่นลี้ที่หายสาปสูญไปนานเสียก่อน เขาจึงอยากจะดูฝีมือของเด็กหนุ่มว่ามีแค่ไหน แต่เท่าที่ดูเด็กหนุ่มมีพลังวัตรไม่มาก พลานุภาพของวิหคหมื่นลี้จึงยังไม่ถูกสำแดงอย่างถึงที่สุด ถ้าเป็นอีกคนนึง....อาจารย์ของเด็กคนนี้ วิหคหมื่นลี้จะน่ากลัวและอำมหิตมากนัก
“เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไร” เรื่องอื่นเขาไม่อยากรู้แล้ว อยากรู้เรื่องนี้มากกว่า
“เจ้าไม่คู่ควรที่จะรู้ชื่อข้า”
“งั้นรึ?” ชายหนุ่มย่างสามขุมเข้าหาเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มเม้มปาก เชิดหน้าท้าทายอย่างไม่กลัว
หนุ่มหล่อกระตุกยิ้มมุมปากก่อนจะก้าวเท้าเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ จนยืนชิดกัน ใบหน้าหล่อค่อยๆเลื่อนเข้าหาใบหน้าเด็กหนุ่มช้าๆ ตากลมสะกดคนถูกมองให้ยืนนิ่ง เด็กหนุ่มเริ่มหัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ใช่เพราะกลัวตายแต่เพราะอะไรก็ไม่รู้เช่นกัน ใบหน้าหล่อยังคงเคลื่อนเข้าใกล้จนริมฝีปากหนาใกล้จะสัมผัสริมฝีปากบางของเด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มหันหน้าหนี พลางก้าวถอยหลัง แต่แขนแกร่งรั้งเอวบางนั่นไว้ จมูกโด่งฝังลงเต็มแรงจนหายเข้าไปในแก้มป่องของเด็กหนุ่ม คราวนี้เด็กหนุ่มเริ่มดิ้น มือเริ่มผลักไสชายหนุ่ม แต่เหมือนเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุก ร่างหนาไม่สะดุ้งสะเทือนเลยสักนิด ชายหนุ่มยังคงสูดดมกลิ่นหอมของแก้มนิ่มและซอกคอขาวอย่างย่ามใจ ก่อนจะพลิกหน้าเด็กหนุ่มให้หันมาเพื่อรอรับจูบ
“ข้าชื่ออูยอง!” เด็กหนุ่มรีบบอกชื่อตนเองด้วยเสียงที่สั่น ก่อนที่จะเสียจูบแรกไป
ชายหนุ่มชะงักก่อนจะหัวเราะในลำคอเบาๆ รับรู้ถึงเสียงที่สั่นและร่างกายที่ตื่นตระหนกของคนในอ้อมแขน แต่ชายหนุ่มก็ยังคงกอดเด็กหนุ่มไว้ ปากหนากระซิบกับแก้มนิ่ม “ดีมาก ต่อไปเจ้าก็พาข้าไปหาอาจารย์เจ้าได้แล้ว”
“ข้ายังกลับไม่ได้ อาจารย์ให้ข้ามานำของบางอย่างกลับไป” เด็กหนุ่มตอบเสียงสั่น พลางเอียงหน้าหลบจมูกโด่งของจอมมาร ตอนนี้เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าจอมมารเสียแล้ว
“อะไร! เจ้าต้องนำอะไรกลับไป” ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองพร้อมคลายวงแขนออกเล็กน้อย
“หญ้าหนวดมังกร”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน –หญ้าหนวดมังกร- แม้จะรู้ว่าพี่ใหญ่เขาชอบพวกสมุนไพร ทดลองยาพิษ แต่มีหรือที่พี่ใหญ่จะปล่อยให้ลูกศิษย์ปลายแถวเช่นนี้ออกท่องยุทธจักรลำพัง หญ้าหนวดมังกรขึ้นอยู่บนเขาปีศาจ ลำพังเด็ก 2 คนนี้ไม่มีทางไปนำมาได้เด็ดขาด มันชักยังไงๆเสียแล้ว แต่เอาเถอะ....ชายหนุ่มจะช่วยตามหาหญ้าหนวดมังกรดู
...
......
ชายหนุ่มเดินตามหลังเด็กหนุ่มช้าๆ เขาไม่เคยพบใครที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงได้เท่าหนุ่มน้อยผู้นี้มาก่อน ยิ่งได้ใกล้ชิดกัน ยิ่งได้สัมผัสเขายิ่งมั่นใจในหัวใจตนเอง เขาเองจัดว่าเป็นหนุ่มรูปงามมีสาวมากหน้าหลายตาหมายปองแต่เขาไม่เคยปองใจหญิงใดในหล้า มาบัดนี้...เหมือนหัวใจเขาจะเต้นผิดจังหวะทุกครั้งที่อยู่ใกล้หนุ่มน้อยผู้มีนามว่า...อูยอง
เด็กหนุ่มเดินหน้างอจ้ำอ้าวไม่พูดไม่จาโดยมีจอมมารเดินตามหลัง เด็กหนุ่มโมโหมากที่จอมมารใช้วิชาตัวเบาพาเขาออกจากป่าสนเพื่อกลับมาที่โซล จริงๆเพียงแค่จับข้อมือเขาก็ได้แต่เจ้าจอมมารกลับฉวยโอกาสกอดเขาเสียแน่นเชียว เท่านั้นไม่พอยังกดจมูกลงกับแก้มเขาอีกหลายที นึกแล้วยิ่งโมโห เด็กหนุ่มหยุดเดินหันมาจ้องมองชายหนุ่มรูปงามที่เดินตามหลัง ยิ่งเห็นใบหน้าหล่อมีรอยยิ้มจางๆ เด็กหนุ่มยิ่งเดือดดาลจึงถามเสียงกระชาก “ยิ้มอะไร!”
“...” แทนคำตอบ ชายหนุ่มยิ้มกว้าง มองเด็กหนุ่มด้วยสายตากรุ้มกริ่ม
“ถ้าข้ารอดไปได้ ข้าจะควักลูกตาเจ้า แล้ว...แล้วก็จะสับเจ้าเป็นหมื่นๆชิ้น!” โวยวายทั้งๆที่หน้าแดงจนถึงใบหู
ชายชุดขาวหัวเราะเมื่อได้ยินคำพูดเช่นนั้น ชายหนุ่มเลิกคิ้วท้าทายก่อนจะพูดจาเย้าแหย่ “เอาสิ ฆ่าข้าเสียสิ ถ้าได้ตายด้วยน้ำมือเจ้า ข้ายินดี”
“ย๊ากกกกกกกกกกกกกกก” เด็กหนุ่มชักกระบี่ออกมา พยายามแทงไปยังบุรุษตรงหน้า แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่ถูกเสียที จนเด็กหนุ่มเหนื่อยแล้ว ชายตรงหน้าก็ยังคงระบายยิ้มบางๆ และไม่มีรอยข่วนแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มปักกระบี่ลงกับพื้นเพื่อช่วยพยุงตัวพลางหอบเหนื่อย
“ฝากไว้ก่อนเถอะ ไว้ศิษย์น้องข้ามา เจ้าไม่ตายดีแน่!”
“ข้ายอมตายด้วยน้ำมือเจ้าคนเดียว!” ชายหนุ่มบอกเสียงเข้มดวงตามีประกายกล้า ส่งผลให้เลือดสูบฉีดสู่ใบหน้าของเด็กหนุ่มทันที
“ฮึ่ย!!!” เด็กหนุ่มส่งเสียงฮึดฮัดอย่างโมโห ก่อนจะเดินลงส้นเท้าต่อไป ตอนนี้เขาเหนื่อยแล้วก็หิวมากอยากพักเหลือเกิน
.....กร่อก!!!...
เสียงท้องของเด็กหนุ่มร้อง
“หิวหรออูยอง” ชายหนุ่มถามอย่างเป็นห่วง ถ้าเดินอย่างนี้คงถึงโซลใกล้สว่างแน่ๆ
“...” เด็กหนุ่มไม่ยอมบอกหรอกว่าหิว เสียศักดิ์ศรี
แค่เห็นท่าทางคอแข็งนั่น เขาก็รู้แล้วว่าอูยองหิว ชายหนุ่มคว้าเอวบางก่อนจะใช้วิชาตัวเบาขั้นสูงพาทั้งคู่กระโดดลอยหวือ แค่อึดใจเดียวทั้งคู่ก็มาถึงโซล ชายหนุ่มยืนมองเด็กหนุ่มตัวเล็กที่ซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดเขาด้วยรอยยิ้ม
เด็กหนุ่มค่อยๆเงยหน้าจากอกกว้าง เมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวสงบลง พลังตัวเบาของจอมมารนี่ร้ายกาจกว่าศิษย์น้องเขามากนัก เขารับรู้ได้จากแรงลมที่แทรกผ่านตัวเขาด้วยความเร็วสูงและแรงจนคิดว่าตัวเองอาจจะหลุดจากมือจอมมารแล้วตกลงมาตายได้ เด็กหนุ่มเผลอกอดจอมมารแน่นโดยไม่รู้ตัว น่าขายหน้ายิ่งนัก
“เมื่อกี๊ข้าเห็นโรงเตี๊ยมอยู่ด้านหน้า” ชายหนุ่มทำเสียงจริงจังและเดินนำไป เขาไม่อยากแซวเพราะกลัวว่าจะยิ่งทำให้อูยองอาย ชายหนุ่มเลี้ยวเข้าโรงเตี๊ยมใกล้สุด ก่อนจะสั่งอาหารมากมายให้คนหิว
เด็กหนุ่มนั่งกินไม่ลืมหูลืมตากว่าจะอิ่มก็กินข้าวไปหลายชาม ไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีตากลมคอยเฝ้ามองกริยาท่าทางของเขาอย่างเอ็นดู เด็กหนุ่มแอบส่งเสียงเรียกศิษย์น้องเบา “เสี่ยวชา เสี่ยวชา”
ชายหนุ่มชุดขาวได้ยินชัดเจนทีเดียวว่าอูยองร้องเรียกใครคนนึงซึ่งหนีไม่พ้นศิษย์น้องที่เจ้าตัวมักเอามาขู่เขาเสมอแน่ๆ เขาเข้าใจดีว่าอูยองกำลังขอความช่วยเหลือนั่นแสดงว่าศิษย์น้องของอูยองต้องมีพลังหูที่ดีมากทีเดียว เห็นทีชายหนุ่มจะต้องระวังตัวเพิ่มขึ้น
“คุณชายครับ ห้องพักเราเต็มหมดแล้วครับ ตอนนี้มีงานประลองยุทธ์ แขกมาก.....” เถ้าแก่ยังบอกไม่จบ
...ตึ่ก....
เงินก้อนนึงถูกวางลงบนโต๊ะ
“อ๊า แต่คุณชายโชคดีจริงๆ พอดีมีห้องว่างเหลืออออออออออออ อยู่ห้องเดียวเท่านั้น ถ้าคุณชายอิ่มแล้วบอกข้า ข้าจะให้เสี่ยวเอ้อพาคุณชายขึ้นไป” เถ้าแก่รีบคว้าเงินแล้วบอกทันที
...พรั่ก....
....ตึง....
....เปรี้ยง....
เสียงอึกทึกดังอยู่หน้าโรงเตี๊ยม ก่อนที่จะเกิดการต่อสู้ชุลมุนขึ้น ผู้คนวิ่งหนีเข้ามาหลบในร้านกันจนเริ่มโกลาหล
“อูยอง หลบอยู่นี่นะ” ชายหนุ่มคว้าแขนอูยองทันทีก่อนจะพามาหลบอยู่มุมห้อง ชายหนุ่มออกมายืนดูว่าเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้เขาไม่ได้เดินทางเพียงลำพังอีกแล้ว แต่มีอูยองอยู่ด้วยเขาต้องระวังให้มากขึ้น และเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงพวกจอมยุทธกระจอกที่เมาแล้วอวดฝีมือกันเท่านั้น ชายหนุ่มก็เดินกลับเข้าโรงเตี๊ยม
“เถ้าแก่! คุณชายที่มากับข้าอยู่ที่ไหน?” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงร้อนลนเมื่อไม่พบอูยอง
“ไม่เห็นเลยคุณชาย เมื่อกี๊ชุลมุนกันมาก” เถ้าแก่ตอบอึกอักพลางดูข้าวของว่ามีอะไรเสียหายรึไม่
ชายหนุ่มยืนกำหมัดแน่น คิ้วขมวดเข้าหากันก่อนจะบอก “อูยอง...ชีวิตเจ้าเป็นของข้า เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก!”
TBC
****************************************************
HusWife & The Gang Talk
อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก มันมาได้ไง ฟิคกำลังภายใน โปรดอย่าถาม!!!!! เพราะคนแต่งก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ
แรกเริ่มมาจากว่า เราเห็นผมทรงกะลาครอบของชา (อย่างที่หลายคนรู้ เราติดเอเอฟ) แล้วคิดถึงด้งน้อยขึ้นมาในทันที ประหนึ่งพี่น้องคลานตามกันมามากๆ ก็เลยอยากพาชามาเข้าฟิคด้วย แต่ในฟิคยาวไม่รู้จะให้ชาเล่นเป็นใคร เพราะลำพังน้องบ่ายทั้ง 7 เราก็เขียนไม่ไหวแล้ว แชร์บทไม่ได้ ก็เลยคิดว่าเขียนช็อตฟิคละกัน และนั่นแหละ....เป็นจุดเริ่มต้นของช็อตฟิคเรื่องนี้ แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงเขียนแนวกำลังภายใน เราก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้ว่าตอนเขียนไม่มีพล็อตอะไรเลย แค่อยากให้ด้งกับชาเป็นพี่น้องกัน แค่นั้นเองจริงๆ
เรื่องนี้ด้งไม่เก่งอีกแล้ว เราไม่ได้อยากแกล้งด้งนะ แต่สำหรับเราด้งต้องออกแนวไม่ค่อยได้เรื่องอ่ะ แล้วไอ่ได้เรื่องเนี่ย ยกให้อิพี่เค้าไปนะด้ง (ก๊ากกกกกกกก ลำเอียงเห็นๆ) แต่เรื่องนี้เราอวยเมนตัวเองมากอ่ะ หล่อ เก่ง โหด ชัดเจน หื่น ฮ่าๆๆ ตั้งใจเขียน 2 ตอนจบนะคะ เพราะเป็น short fic
ขอบคุณคนอ่านและทุกคอมเมนท์นะคะ Have a Khun Day คร้าาาาาาาาาา

ชัดเจนว่าหื่นจริงๆ 555
ทำมัยกลายมาเป็นจอมยุทธ์ซะได้
พลอตมาจากทรงผมคชาเหรอ 5555
เด็กด้งมาแนวอ่อนซ้อมตลอด..
อยากให้พี่มันคอยปกป้องเหรอ
#1 By poom (118.172.248.24) on 2011-10-06 21:57